การวางแผนพัฒนาหลักสูตร

การวางแผนหลักสูตร (Curriculum Planning)
ปฏิบัติการการวางแผนหลักสูตร (Curriculum Planning)

การวางแผนหลักสูตรเป็นการใช้พื้นฐานแนวคิดการพัฒนาหลักสูตรของไทเลอร์คำถามที่ 1 คือ มีจุดมุ่งหมายอะไรบ้างในการศึกษาที่โรงเรียนต้องแสวงหา  การจะได้มาซึ่งหลักสูตรที่ดีและมีประสิทธิผล จำเป็นต้องมีจุดเริ่มต้นมาจากการวางแผนหลักสูตรที่ดี ซึ่งต้องอาศัยการศึกษาและวิเคราะห์องค์ความรู้หลาย ๆด้านจากผู้ทรงคุณวุฒิ จากผู้รู้หลาย ๆท่าน เพื่อในการวางแนวทางการออกแบบหลักสูตรในลำดับต่อไป ประเด็นที่ผู้ออกแบบหลักสูตรจะต้องศึกษาและนำสาระสำคัญมาร่วมวางแผนหลักสูตรได้แก่ สี่เสาหลักของการศึกษา  ทักษะเพื่อการดำรงชีวิตของคนในศตวรรษที่ 21  พื้นฐานการพัฒนาหลักสูตร การศึกษามาตรฐานสากล  และการวางแผนหลักสูตรสำหรับผู้เรียนทุกคน

สี่เสาหลักของการศึกษา
        1.     การเรียนเพื่อรู้  (Learning to Know) เป็นการเรียนที่ผสมผสานความรู้ทั่วไปกับความรู้ใหม่ในเรื่องต่าง ๆ อย่างละเอียดลึกซึ้ง และยังหมายรวมถึงการฝึกฝนวิธีเรียนรู้ เพื่อนำไปใช้ประโยชน์ในการดำรงชีวิต การเรียนรู้จะเป็นการผสมผสานความรู้ทั่วไปที่กว้างขวางรวมถึงฝึกฝนในวิธีการเรียนรู้เพื่อมี่จะใช้รับประโยชน์จากการศึกษาไปตลอดชีวิต
2.     การเรียนรู้เพื่อปฏิบัติได้จริง (Learning to Do) เป็นการเรียนรู้ที่ช่วยให้บุคคลสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆ และปฏิบัติงานได้ เป็นการเรียนรู้โดยอาศัยประสบการณ์ต่าง ๆ ทางสังคมและในการประกอบอาชีพ ไม่เพียงแต่มีความชำนาญด้านวิชาชีพเท่านั้นแต่จะต้องสามารถรับมือกับสถานการณ์ต่าง ๆและปฏิบัติงานเป็นหมู่คณะได้
3.     การเรียนรู้เพื่อการอยู่ร่วมกัน  (Learning to Live Together) เพื่อให้ผู้เรียนสามารถมีส่วนร่วมและร่วมมือกับในกิจกรรมต่าง ๆกับผู้อื่นได้โดยสอนให้ผู้เรียนรู้ว่ามนุษย์มีความแตกต่าง สอนให้ตระหนักว่าคนเรามีความคล้ายคลึงกันและต่างต้องพึ่งพาอาศัยกัน ปลูกฝังให้ผู้เรียนเป็นเด็กที่มีความเห็นอกเห็นใจผู้อื่น จะเป็นการเรียนรู้ที่ช่วยให้บุคคลเข้าใจผู้อื่นและตระหนักดีว่า มนุษย์เราจะต้องพึ่งพาอาศัยกัน ดำเนินโครงการร่วมกันและเรียนรู้วิธีแก้ปัญหาข้อขัดแย้งต่าง ๆ โดยตระหนักในความแตกต่างหลากหลาย ความเข้าใจอันดีต่อกันและสันติภาพ
4.     การเรียนรู้เพื่อชีวิต (Learning to Be) มนุษย์ต้องสามารถพัฒนาความคิดอย่างอิสรเสรีด้วยวิจารณญาณและดุลพินิจของตนเองเพื่อที่จะได้กำหนดว่าต้องดำเนินการอย่างไรเมื่อต้องเผชิญกับสถานการณ์ต่าง ๆในชีวิต เป็นการเรียนรู้ที่ช่วยให้บุคคลสามารถปรับปรุงบุคลิกภาพของตนได้ดีขึ้น ดำเนินงานต่าง ๆ โดยอิสระยิ่งขึ้น มีดุลพินิจ และความรับผิดชอบต่อตนเองมากขึ้น

ทักษะเพื่อการดำรงชีวิตของคนในศตวรรษที่ 21
          ศาสตราจารย์ นายแพทย์ วิจารณ์ พานิช กล่าวว่า การศึกษาในศตวรรษที่ 21 ต้องเตรียมคนออกไปให้เป็นผู้ปฏิบัติงานที่มีความรู้ (knowledge worker) และเป็นบุคคลแห่งการเรียนรู้(learning person) โดยทักษะที่สำคัญที่สุดคือ ทักษะของการเรียนรู้ (learning skill) ซึ่งทักษะของคนในศตวรรษที่ 21  ที่ทุกคนต้องเรียนรู้ตั้งแต่ระดับอนุบาล มหาวิทยาลัยและจนถึงตลอดชีวิต คือ3R x 7C
3(เก่า) ได้แก่
1.             Reading (อ่านออก)
2.             Writing (เขียนได้)
3.             Arithmetic (คิดเลขเป็น)

3(ใหม่) ได้แก่

1.       Relevancy (ความสัมพันธ์) ได้แก่ ทักษะชีวิตและอาชีพ
2.       Relationship (สัมพันธภาพ) ได้แก่ทักษะที่เกี่ยวกับเทคโนโลยี สารสนเทศและสื่อ
3.       Rigor (ความเคร่งครัด ความถูกต้องแม่นยำ) ได้แก่ทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรม
7C ได้แก่
1.       Critical Thinking & Problem solving  คือ ทักษะในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ และทักษะในการแก้ปัญหา
2.       Creativity & Innovation คือ ทักษะด้านการสร้างสรรค์ และสร้างนวัตกรรม
3.       Cross-Cultural understanding คือ ทักษะด้านความเข้าใจต่างวัฒนธรรม ต่างกระบวนทัศน์ ที่เน้นความเข้าใจในกลุ่มคนในหลากหลายชาติพันธ์ เพราะเราเป็นสังคมโลก
4.       Collaboration Teamwork & leadership คือ ทักษะด้านความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม การแลกเปลี่ยนความคิดเห็น และมีภาวะผู้นำ
5.       Communication, information and media literacy  คือ ทักษะด้านการสื่อสาร สารสนเทศและรู้เท่าทันสื่อ 
6.       Computing and ICT literacy  คือ ทักษะด้านคอมพิวเตอร์และเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารความสามารถในยุคของ Digital age ความสามารถในการใช้เครื่องเทคโนโลยีต่าง ๆ
7.       Career and Life skills คือ ทักษะอาชีพและทักษะการเรียนรู้ มีทักษะการใช้ชีวิต มีทักษะในการประกอบอาชีพ หรืออาจหมายถึงความรับผิดชอบต่อหน้าที่และสังคมของเราด้วย

พื้นฐานการพัฒนาหลักสูตรด้านต่าง ๆ
การพัฒนาหลักสูตรจำเป็นต้องอาศัยพื้นฐานที่สำคัญในการพัฒนา ซึ่งควรประกอบด้วยพื้นฐานอย่างน้อย 3 ด้าน ได้แก่ พื้นฐานด้านปรัชญา พื้นฐานด้านจิตวิทยา และพื้นฐานด้านสังคม สำหรับการศึกษาในศตวรรษที่ 21 นี้ รองศาสตราจารย์ ดรวิชัย วงษ์ใหญ่ แนะนำให้เพิ่มพื้นฐานด้านเทคโนโลยี และพื้นฐานด้านผู้เรียน
1.      พื้นฐานด้านปรัชญา
                ปรัชญาการศึกษาคือ แนวความคิด หลักการ และกฎเกณฑ์ ในการกำหนดแนวทางในการจัดการศึกษา ซึ่งนักการศึกษาได้ยึดเป็นหลักในการดำเนินการทางการศึกษาเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย นอกจากนี้ปรัชญาการศึกษายังพยายามทำการวิเคราะห์และทำความเข้าใจเกี่ยวกับการศึกษา ทำให้สามารถมองเห็นปัญหาของการศึกษาได้อย่างชัดเจน ปรัชญาการศึกษาจึงเปรียบเหมือนเข็มทิศนำทางให้นักการศึกษาดำเนินการทางศึกษาอย่างเป็นระบบ ชัดเจน และสมเหตุสมผล
ปรัชญาการศึกษา
   1.  นิรันตรนิยม  (Perennialism)  :   ศึกษาความเชื่อที่เป็นพื้นฐาน มากที่สุด   การจัดการศึกษาจะมาจากความเชื่ออะไร
    2.  สัจจนิยม  (Realism)  :  ศึกษาอะไรโดยพื้นฐานของความเป็นจริง ที่จับต้องเห็นได้   มีความใกล้เคียงกับวิทยาศาสตร์ที่จะพิสูจน์  ทดลองในชีวิตจริง
    3.  อุดมคตินิยม  (Idealism)  :  อะไรคือสิ่งที่ดีที่สุดของมนุษย์   พัฒนาการศึกษาจากความคิดไปสู่ความคาดหวังของอุดมคติ     
   4.  ปฏิรูปนิยม  (Reconstructionism)  :  การวิเคราะห์สิ่งทั้งหลายที่มนุษย์สร้างสรรค์ขึ้น  แล้วยังไม่สมบูรณ์จะต้องสร้างกันใหม่หรือจัดตั้งแบบแผนขึ้นใหม่
    5.  ปฏิบัตินิยม  (Pragmatism)  :   ถือผลจากทางปฏิบัติมาเป็นสิ่งเชื่อถือหรือเป็นความรู้  นำประสบการณ์จริงของชีวิตเป็นผลบั้นปลาย  เป็นคุณค่าของชีวิต
    6.  ผสมผสานความคิด  (Eclecticism)  :  ถือว่าในการปฏิบัติจริงนั้นจะไม่มีลักษณะการเป็นกลุ่มหนึ่งกลุ่มใดโดยเฉพาะ  ระเบียบวิธีคิด มีลักษณะผสมผสาน

ปรัชญากับเป้าหมายการศึกษา
           โลกแห่งการศึกษาประกอบด้วย 3 ด้านหลัก ได้แก่ K = ด้านความรู้ (Knowledge), L = ด้านผู้เรียน (Learner), S =  ด้านสังคม (Social) โดยในแต่ละด้านหลักจะกำกับด้วยปรัชญาที่ใช้เป็นหลักยึดในการจัดการศึกษาต่าง ๆ ดังนี้
ด้านความรู้ (K)
     ปรัชญาการศึกษาสารัตถนิยม (Essentialism) มีความเชื่อว่า การศึกษาควรมุ่งพัฒนาความสามารถที่มนุษย์มีอยู่แล้ว หลักสูตรจะยึดเนื้อหาวิชาเป็นสำคัญ เนื้อหาที่เป็นวิชาพื้นฐาน
   ปรัชญาการศึกษานิรันดรนิยม (Perenialism) มีความเชื่อว่าสิ่งที่สำคัญที่สุดของธรรมชาติมนุษย์คือ ความสามารถในการใช้เหตุผล ซึ่งความสามารถในการใช้เหตุผลนี้จะควบคุมอำนาจฝ่ายต่ำของมนุษย์ได้ เพื่อให้มนุษย์บรรลุจุดมุ่งหมายในชีวิตที่ปรารถนา
     ด้านผู้เรียน (L)
        ปรัชญาการศึกษาอัตถิภาวะนิยม (Existentialism) มีแนวคิดว่า การศึกษาคือชีวิต มิใช่เป็นการเตรียมตัวเพื่อชีวิต หมายความว่า การที่จะมีชีวิตอยู่อย่างมีความสุขจะต้องอาศัยการเข้าใจความหมายของประสบการณ์นิยม ฉะนั้นผู้เรียนจึงควรจะได้เรียนรู้ในสิ่งที่เหมาะแก่วัยของเขาและสิ่งที่จัดให้ผู้เรียนเรียนควรจะเป็นไปในทางที่ก่อให้เกิดประสบการณ์ที่ผู้เรียนสามารถเข้าใจปัญหาชีวิตและสังคมในปัจจุบัน และหาทางปรับตัวให้เข้ากับภาวะที่เป็นจริงในปัจจุบัน
ด้านสังคม (S)
     ปรัชญาการศึกษาปฏิรูปนิยม (Reconstructionism) ปรัชญาการศึกษาปฏิรูปนิยมมีแนวความคิดว่า ผู้เรียนมิได้เรียนเพื่อมุ่งพัฒนาตนเองเพียงอย่างเดียว แต่ต้องเรียนเพื่อนำความรู้ไปพัฒนาสังคมให้สังคมเป็นสังคมประชาธิปไตยอย่างแท้จริง การศึกษาจึงมีบทบาทในการเป็นเครื่องมือสร้างสังคมและวัฒนธรรมที่ดีงามขึ้นมาใหม่ เป็นสังคมในอุดมคติ ที่มีความเพียบพร้อม
รองศาสตราจารย์ ดรวิชัยวงษ์ใหญ่ สรุปสาระสำคัญของปรัชญาการศึกษาไว้ดังนี้
1.  สารัตถนิยม  (Essentialism) :  การศึกษาเป็นเครื่องมือถ่ายทอดวัฒนธรรมและอุดมการณ์ทางสังคม
การจัดการเรียนการสอนเน้นการถ่ายทอดเนื้อหาสาระต่าง ๆให้กับผู้เรียน    
    2.  นิรันตรนิยม  /  สัจจนิยม  (Perennialism) :  มนุษย์มีความสามารถในการให้เหตุผล การควบคุมตนเอง การจัดการเรียนการสอนเน้นให้ผู้เรียนจดจำ  การใช้เหตุผลและตั้งใจทำสิ่งต่างๆ เน้นกระตุ้นเด็กให้พัฒนาสติปัญญาโดยเน้นการอภิปราย การให้เหตุผล การโต้แย้ง
     3.  พิพัฒนนิยม ( Progressivism) :  การดำรงชีวิตที่ดี อยู่บนพื้นฐานอยู่บนพื้นฐานของความคิดและการกระทำ  การจัดการเรียนการสอน  เน้นให้ผู้เรียนคิด  ลงมือกระทำ และแก้ไขปัญหาด้วยตนเอง
    4.  ปฏิรูปนิยม (Reconstructionism) :  การปฏิรูปสังคมเป็นหน้าที่ของสมาชิกในสังคมการจัดการเรียนการสอน  เน้นให้ผู้เรียนเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมของสังคม  เพื่อการเป็นสมาชิกที่ดีของสังคม  เชื่อว่าการศึกษาควรเป็นเครื่องมือของมนุษย์ในการปฏิรูปสังคม
     5.  อัตถิภาวนิยม / สวภาพนิยม  (Existentialism) :  มนุษย์แต่ละคนเป็นผู้กำหนดหรือแสวงหาสิ่งสำคัญและตัดสินใจด้วยตนเอง  การจัดการศึกษาจึงให้เสรีภาพในการเรียนรู้ให้ผู้เรียนรู้จักตนเอง  มนุษย์มีเสรีภาพในการเลือกแต่ต้องเลือกในสิ่งที่ดีสำหรับตนเองและผู้อื่นด้วยและเมื่อเลือกแล้วจะต้องมีความรับผิดชอบต่อผลที่ตามมา

2. พื้นฐานด้านจิตวิทยา
      ในการจัดทำหลักสูตรนั้น  นักพัฒนาหลักสูตรต้องคำนึงอยู่เสมอว่าต้องพยายามจัดหลักสูตรให้สนองความต้องการและความสนใจของผู้เรียนอย่างแท้จริง  ด้วยการศึกษาข้อมูล พื้นฐานเกี่ยวกับตัวผู้เรียนว่าผู้เรียนเป็นใคร  มีความต้องการและความสนใจอะไร  มีพฤติกรรมอย่างไร  แนวคิดของนักจิตวิทยาที่เกี่ยวกับทฤษฎีการเรียนรู้มี  4 กลุ่มใหญ่ ๆ ด้วยกัน ได้แก่
1)      ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่ม Behaviorism 
นักจิตวิทยาในกลุ่มนี้มีความเชื่อว่าปัจจัยหลักที่มีผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์นั้นน่าจะมาจากสิ่งเร้าภายใน  สภาพแวดล้อม  นั่นคือ  ถ้าครูสามารถจัดสิ่งเร้าในสภาพแวดล้อมได้อย่างเหมาะสมแล้วก็จะสามารถทำให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ  
2)      ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่ม Cognitivism
นักจิตวิทยากลุ่มปัญญานิยมให้ความสนใจในการศึกษาปัจจัยภายในตัวบุคคลที่เรียกว่าโครงสร้างทางปัญญา  (cognitive  structure)  ที่มีผลต่อความจำ  การับรู้และการแก้ปัญหาของบุคคล  และมีความเชื่อว่าการกระทำ   ต่าง ๆ ของบุคคลนั้นเกิดขึ้นจากตัวบุคคลนั้นเองไม่ใช่เกิดจากเงื่อนไข  และสภาพแวดล้อมที่จะทำให้บุคคลเรียนรู้ได้ดีนั้นจะต้องเป็นสภาพแวดล้อมที่บุคคลได้รับรู้และมีความหมายต่อบุคคลเท่านั้น  อีกทั้งสิ่งใดที่บุคคลได้เรียนรู้มาก่อนจะมีผลต่อการเรียนรู้ในปัจจุบัน
3)      ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่ม Humanism
นักจิตวิทยากลุ่มนี้คำนึงถึงความเป็นคนของคน  มองธรรมชาติของมนุษย์ในลักษณะว่ามนุษย์เกิดมาพร้อมกับความดี  มนุษย์เป็นผู้อิสระสามารถนำตนเองและพึ่งตนเองได้  เป็นผู้ทึ่มีความคิดสร้างสรรค์ทำประโยชน์ให้สังคม  มีอิสระที่จะเลือกทำสิ่งต่าง ๆ ยึดการเรียนรู้จากแรงจูงใจเป็นหลัก สนใจในลักษณะเฉพาะซึ่งเป็นลักษณะของปัจเจกบุคคลโดยเน้นสิ่งที่เรียกว่าตัวตน (self) ตลอดจนความมีอิสรภาพการที่  บุคคลได้มีโอกาสเลือก  การกำหนดด้วยตนเอง  (selfdeterminism)  และการเจริญงอกงามส่วนตน  (growth)
4)      ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่ม Constructivism
           แนวคิดนี้มีรากฐานมาจากปรัชญา Constructivism ที่เชื่อว่า ความรู้เดิมมีส่วนเกี่ยวข้องและเสริมสร้างความเข้าใจของผู้เรียน  โดยมองว่าการเรียนรู้เป็นกระบวนการที่เกิดขึ้นภายในผู้เรียน  ผู้เรียนเป็นผู้สร้าง  (Construct) ความรู้จากความสัมพันธ์ระหว่างสิ่งที่พบเห็นกับความรู้ความเข้าใจที่มีอยู่เดิมกล่าวคือ ผู้เรียนใช้ความรู้เดิมของตนทำนายเหตุการณ์ได้ถูกต้อง  จะทำให้โครงสร้างทางปัญญาของเขาคงเดิมและมั่นคงมากยิ่งขึ้น  แต่ถ้าการคาดคะเนไม่ถูกต้อง  ผู้เรียนจะประหลาดใจ  สงสัย  และคับข้องใจหรือที่เพียเจต์กล่าวว่าเกิดภาวะไม่สมดุล (disequilibrium) เมื่อเกิดความขัดแย้งผู้เรียนมีทางเลือก 3 ทางคือ 1) ไม่สนใจที่จะทำความเข้าใจ 2) ปรับความคิดให้เป็นไปตามโครงสร้างทางปัญญาตามประสบการณ์ 3) ปฏิเสธและไม่ปรับโครงสร้างทางปัญญาตามประสบการณ์
3. พื้นฐานด้านสังคม
                หลักสูตรเป็นองค์ประกอบอันสำคัญยิ่งอย่างหนึ่งของการจัดการศึกษาการจัดการศึกษาประเภทใดและระดับใดก็  ดีจะขาดหลักสูตรไม่ได้ เพราะหลักสูตรจะเป็นโครงร่างกำหนดไว้ว่า   จะให้เด็กได้รับประสบการณ์อะไรบ้างจึงจะเป็นประโยชน์ต่อเด็ก และสังคม  หลักสูตรเป็นแนวทางที่จะสร้างความเจริญเติบโตให้แก่ผู้เรียน  นอกจากนี้  หลักสูตรยังเป็นเครื่องชี้ให้เห็นโฉมหน้าของสังคมในอนาคตว่าจะเป็นอย่างไร ข้อมูลที่สำคัญที่ควรศึกษาวิเคราะห์เพื่อเป็นพื้นฐานในการพัฒนาหลักสูตร คือ ข้อมูลที่เกี่ยวกับสภาพทั่วไปของโรงเรียน  เช่น  ข้อมูลเกี่ยวกับจำนวนครูในโรงเรียน จำนวนอาคารสถานที่ และห้องเรียน   จำนวนอุปกรณ์และสื่อต่างๆ ข้อมูลเกี่ยวกับงบประมาณ  ความต้องการของครู ปัญหาที่เกิดจากการใช้หลักสูตรและกระบวนการเรียนการสอน    ข้อมูลเหล่านี้จะช่วยในการพิจารณาว่าโรงเรียนมีความพร้อมหรือไม่ ระดับไหนอย่างไร    เพื่อนำข้อมูลไปใช้ในการตัดสินใจว่าจะมีแนวปฏิบัติในการจัดทำหลักสูตรหรือพัฒนาหลักสูตรอย่างไรจึงจะเหมาะสม ดับศักยภาพของโรงเรียนมากที่สุด     นอกจากข้อมูลเกี่ยวกับชุมชนและสภาพสังคมที่โรงเรียนตั้งอยู่ก็เป็นข้อมูลที่ผู้จัดทำหลักสูตรหรือผู้พัฒนาหลักสูตรจะต้องศึกษา  เช่น สภาพแวดล้อม สภาพภูมิศาสตร์  ที่ตั้ง หรือ สังคมโดยทั่วไปของผู้ใช้หลักสูตรหรือโรงเรียนนั้นเป็นอย่างไร   การสนับสนุนหรือความร่วมมือของชุมชน  สังคม ที่มีต่อโรงเรียน เป็นอย่างไร  ข้อมูลดังกล่าวจะเป็นประโยชน์ในการจัดทำหลักสูตร เช่น การกำหนดวิชาเรียนต่างๆ เพราะบางรายวิชาสภาพชุมชนและสังคมไม่สามารถเอื้ออำนวยหรือส่งเสริมเท่าที่ควร    การศึกษาก็ไม่บรรลุผล  เพราะฉะนั้นการศึกษาข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียน  ชุมชนและสังคมที่โรงเรียนต่างๆ     สามารถนำไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งข้อมูลต่างๆ เหล่านี้ สามารถค้นคว้าและหาข้อมูลได้จากเอกสารรายงานต่างๆ การสำรวจ       สอบถาม  และการสัมภาษณ์บุคคลต่างๆ  ตลอดจนข้อมูลที่เกี่ยวข้อง     ซึ่งการศึกษาข้อมูลดังกล่าวจำเป็นสำหรับ การพัฒนาหลักสูตรทั้งระดับธรรมดาและระดับชาติ     เพื่อให้ได้หลักสูตรที่ทุกโรงเรียนสามารถนำไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ 
4. พื้นฐานด้านผู้เรียน
ข้อมูลพื้นฐานด้านผู้เรียน เป็นข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับคุณลักษณะของประชากรกลุ่มเป้าหมายในการจัดการศึกษา โดยเริ่มจากการวิเคราะห์ภาพรวมของผู้เรียนว่าอยู่ในระบบการศึกษาแบบใด การศึกษาในระบบ นอกระบบ ตามอัธยาศัย การวิเคราะห์ผู้เรียนมุ่งค้นหาผู้สอนได้อย่างถูกต้อง การวิเคราะห์ผู้เรียนจะช่วยในการปรับปรุงหลักสูตรให้สามารถจัดการเรียนการสอนให้ตอบสนองความต้องการของผู้เรียน
โดนัล คลาก กล่าวว่า ขั้นตอนในการวิเคราะห์ข้อมูลประชากรกลุ่มเป้าหมายมีความจำเป็นและมีประโยชน์มากกับโปรแกรมการเรียนการสอน ซึ่งประกอบด้วยข้อมูลต่างๆ ดังนี้
-   จำนวนผู้เรียน
-    การศึกษาและประสบการณ์ของผู้เรียน รวมถึงประสบการณ์ในปัจจุบัน
-    ภูมิหลังของผู้เรียน
-    ระดับความสามารถในการปฏิบัติงาน
-     ความแตกต่างทางภาษาและวัฒนธรรมของผู้เรียน
-   สิ่งเร้าและแรงจูงใจของผู้เรียน
-   ลักษณะทางกายภาพหรือความสามารถทางสติปัญญาของผู้เรียน
-    ความสนใจพิเศษหรืออคติของผู้เรียน
คอกซิม เสนอแนวคิดในการวิเคราะห์ผู้เรียนโดยการตั้งคำถามให้ครอบคลุมทั้ง ทักษะ ความรู้ เจตคติ ประสบการณ์ ความชอบ สภาพของผู้เรียน เป้าหมาย การนำไปใช้ แบบการเรียนรู้ที่ต้องการ ความสามารถทางภาษา รวมถึงศัพท์เฉพาะ เช่น ประสบการณ์ใดที่นักเรียนสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้  ผู้เรียนชอบอ่านหนังสือแนวใด ผู้เรียนมีอายุเท่าไร อยู่ชุมชนไหน มีสถานะทางเศรษฐกิจและสังคมเป็นอย่างไร แรงจูงใจของนักเรียนคืออะไร ถ้าใช้ภาษาเฉพาะวงการจะช่วยให้ผู้เรียนเรียนรู้และเข้าใจได้อย่างไร
          รองศาสตราจารย์ ดร. วิชัย วงษ์ใหญ่ ได้ทำการวิเคราะห์ผู้เรียนในด้านความแตกต่างของผู้เรียนและรูปแบบการคิด ไว้ดังนี้
         ความแตกต่างของผู้เรียน  3  ด้าน
1.  ความสามารถทั่วไปในการเรียนรู้  เรียนรู้เร็ว  เรียนรู้ช้า
2.  รูปแบบการเรียนรู้  เน้นการดู  การฟัง  (Visual,  Auditory)  เน้นการเคลื่อนไหว  (Kinesthetic)
3.  ความฉลาด  8  ด้าน  ตามทฤษฎีพหุปัญญา   (Multiple  Intelligence)
        รูปแบบการคิด  (Cognitive Style)
1.  คิดกว้าง,  คิดแคบ  (Broad,  narrow) คิดน้อยเรื่อง  (category) ในแต่ละเรื่องมีหลายประเด็น  (item) คิดมากเรื่อง  ในแต่ละเรื่องมีน้อยประเด็น
2. การคิดวิเคราะห์ไม่วิเคราะห์ (Analytic, non - analytic) การจำแนกแยกแยะหลายปัจจัยเกี่ยวกับเรื่อง
นั้น หาจุดเด่นและความคล้ายคลึงระหว่างเรื่องเหล่านั้น
3.  การคิดรอบคอบ  สุขุม  ความคิดชัดเจน  (Leveling,  sharpening) การสนใจรายละเอียด,  ไม่สนใจรายละเอียด  เน้นที่ความแตก
4.  การคิดถึงสภาพแวดล้อม / การคิดรายละเอียดไม่คำนึงถึงสภาพแวดล้อม (Field  dependent,  field  independent) การคิดเชื่อมโยงถึงบริบทแวดล้อม,  มุ่งเน้นเฉพาะเรื่องไม่คำนึงถึงสภาพแวดล้อม
5.  การคิดฉับพลัน  /  การคิดไตร่ตรอง  (Impulsivity  /  reflections) การตอบสนองความคิดทันทีทันใด / การคิดไตร่ตรองแล้วจึงตอบสนอง
6.  การคิดอัตโนมัติ / การคิดทบทวนโครงสร้าง  (Automaticzation / restructuring)การทำงานง่าย ๆ  ซ้ำๆ  /  การคิดใหม่  การทำงานที่ต้องปรับวิธีการหรือโครงสร้าง
7.  การปรับแต่งการคิด / การคิดแนวทางใหม่ (Adaptor / innovation) ชอบปรับปรุงความคิด / ชอบหาวิธีการใหม่ ๆ
8.  การคิดเชิงเหตุผล / การฉุกคิด  (Reasoning  /  intuitive) ชอบใช้เหตุผลในการเรียนรู้ / ชอบใช้การฉุกคิด  หรือปิ๊งแว๊บ
9.  การคิดเป็นภาพ  /  การพูดพึมพรำ  (Visualizer / Verbalizer) ใช้จินตนาการในการแก้ปัญหา  /  การพูดกับตนเอง
10.  การคิดผ่านการรับรู้ทางสายตา / การได้ยิน  /  การเคลื่อนไหว  (Visual  /  Auditory  /  Kinesthetic)
การรับรู้ทางสายตา  การฟัง   การเคลื่อนไหว 
5.  พื้นฐานด้านเทคโนโลยี
รองศาสตราจารย์ ดร. วิชัย วงษ์ใหญ่ กล่าวถึง 5  ลักษณะเด่นของ  Generation  Z  (Gen  Z)  ผู้ซึ่งมีอายุระหว่าง   4 – 19  ปีดังนี้
       1.  Tech  Innate 
         - อยู่ได้ด้วยอาศัยเทคโนโลยี 
          - คุ้นชินกับวัฒนธรรมการพูดด้วยภาษาภาพรูปแบบข้อมูลที่ใช้เวลาสั้นๆ 
          - การสื่อสารด้วยข้อมูลที่คลุมเครือตีความได้หลายอย่าง เช่น  สติ๊กเกอร์  รูปถ่าย 
          - สนใจสิ่งแปลกใหม่ชอบ Privacy 
          - นิยมใช้ Social media  ที่ปลอดภัยจากผู้ปกครอง  เช่น Snapchat
       2.  Self - Directed
          - นำตนเอง คิดได้เอง ติดสินใจเอง ผิด – ถูก เรียนรู้ได้ด้วยตนเอง
          - ผ่านข้อมูลจาก  Google  มีลักษณะชอบเรียนรู้ด้วยตนเอง
       3.  Anti - Traditional
          - ออกแบบประสบการณ์ชีวิตในรูปแบบของตน
         - การทำอะไรในกรอบแบบเดิมๆ 
          - การใช้ชีวิตแบบคลิก
         - ไม่เน้นการใช้ความพยายาม
         - ไม่สามารถนำตัวเองไปสู่จุดหมายที่วางไว้
      4.  Entrepreneur DNA
         - การสร้างเนื้อสร้างตัวด้วยตนเอง
          -     ด้วยการเรียนรู้ปัจจุบันมีทางเลือกหลากหลาย
          -     กระแส online เน้นการสร้างสรรค์ผลงานร่วม (crowdsourcing)
          -     มีความฝันจะเป็นเจ้านายตนเอง 
-            เชื่อในการสร้างประสบการณ์ด้วยตนเอง
-           นิยมการทำงานในระหว่างเรียน
-            สู้งานเพื่อวันที่ดีขึ้น
       5.  Desire to Make a Difference
          - มีจุดประสงค์ชีวิต คือ การสร้างความดีงาม
          - ให้ความสำคัญกับการปรับตัวให้เข้ากับสถานการณ์
          - สร้างตัวเองอุทิศตัวเองกับการสร้างความเปลี่ยนแปลงที่มีให้กับสังคม
          - มีมุมมองเพื่ออนาคต (Future - Focused)

การศึกษามาตรฐานสากล
          วิเวียน ได้ศึกษาและนำเสนอแนวคิดการศึกษามาตรฐานสากลไว้ในหนังสือ World Class Education : Modernizing Curriculum, Instruction, And Assessment โดยสรุปสาระสำคัญไว้ว่า
          การพัฒนาความรู้และทักษะระดับสากล มีวัตถุประสงค์เพื่อ
-   มีความรู้พื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
-  เป็นแหล่งเรียนรู้ที่ช่วยให้สามารถดำเนินชีวิตในสภาพการณ์ที่มีความแตกต่างทางด้านวัฒนธรรม
-  เป็นความรู้และทักษะหลักในการพึ่งพากันทั่วโลก
-  ขับเคลื่อนนวัตกรรมโดยใช้ความคิดสร้างสรรค์และวิธีการเรียนรู้ 
การศึกษาเพื่อสามารถดำรงไว้ (Sustainability Education)
-  เข้าใจพลวัตรที่ซับซ้อนในการดำเนินชีวิต
-   เข้าใจทฤษฎีของเศรษฐกิจแบบยั่งยืน
-   การพึ่งพาอาศัยกันและกันของสิ่งมีชีวิต
-   สามารถทำงานร่วมกับผู้อื่นที่มีลักษณะพื้นฐานที่แตกต่างกัน 
การพัฒนาความรู้และทักษะระดับสากลก็เพื่อเตรียมให้นักเรียนมีความสามารถในการแข่งขัน (Compete) การติดต่อ (Connect) และการร่วมมือ (Cooperate) และสิ่งที่นักเรียนจำเป็นต้องมี คือ ความคิดสร้างสรรค์  (Creativity) การคิดระดับสูง (Higher-order Thinking) และทักษะการจัดการด้วยตนเอง (Self- management Skills) นอกจากนี้ยังมุ่งการพัฒนาความรู้และทักษะระดับสากลสำหรับบริษัทข้ามชาติ (Global company)โดยจะต้องมีทักษะทางภาษา (Desirable language) และการเรียนรู้ความแตกต่างทางวัฒนธรรม (Cross-culture skills)

การวางแผนพัฒนาหลักสูตรสำหรับผู้เรียนทุกคน
    มีโอ (Meo, G. 2008) ได้นำแนวคิดการออกแบบสากลเพื่อการเรียนรู้ (Universal Design for Learning; UDL) เพื่อให้มั่นใจว่าผู้เรียนมีความรู้และทักษะเพิ่มขึ้น มีความกระตือรือร้น มีความร่วมมือในการทำงานร่วมกับผู้อื่น กระบวนการวางแผนสำหรับผู้เรียนทุกคนต้องมีคณะทำงาน ได้แก่ ครูผู้สอน นัก-การศึกษาหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน ซึ่งมีขั้นตอนการทำงาน 4 ขั้นตอนดังนี้
1.   กำหนดจุดหมายของหลักสูตร ให้มีความเหมาะสมและท้าทายผู้เรียน ซึ่งจะต้องระบุบริบทของเนื้อหสาระ
หัวข้อสำคัญของบทเรียนและปรับจุดมุ่งหมายให้เหมาะสมกับท้องถิ่นและมาตรฐานของชาติเพื่อให้แน่ใว่าผู้เรียนทุกคนได้เรียนรู้จากหลักสูตรที่มีคุณภาพ
2.       วิเคราะห์หลักสูตรปัจจุบันและชั้นเรียนรวบรวมข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับวิธีการสอนในปัจจุบัน การ
ประเมินผลการเรียนรู้และสื่อการเรียนรู้ รวมถึงความเข้าใจในธรรมชาติของผู้เรียน
3.       การใช้การออกแบบสากลเพื่อการเรียนรู้ (UDL) ร่วมกันทำความเข้าใจจุดมุ่งหมายขอหลักสูตร (Goal)
และสภาพปัจจุบันในการใช้วิธีการสอน การประเมินและสื่อการเรียนรู้ ข้อมูล (Profile) ของชั้นเรียนและปัญหาอุปสรรคแล้วนำมาใช้ในการพัฒนาบทเรียนโดย (1) ต้องระบุวิธีสอน การวัดผลและประเมินผล และสื่อการเรียนรู้ที่จะช่วยให้บรรลุจุดมุ่งหมาย (2) เขียนบทเรียนหรือหน่วยการเรียนด้วยแผนการออกแบบสากลเพื่อการเรียนรู้ (3) รวบรวมและจัดการเกี่ยวกับสื่อการเรียนรู้เพื่อเตรียมการใช้สอนบทเรียน
4.       การสอน UDL ด้วยบทเรียนหรือหน่วยการเรียน  แนะนำให้สอนโดยครูปัจจุบันและครูผู้สอนที่ชำนาญการพิเศษ การวางแผนบทเรียนและการออกแบบสากลเพื่อการเรียนรู้จะลดปัญหาอุปสรรคของหลักสูตร ให้มีความสอคล้องกับสภาพความเป็นจริงของผู้เรียนแต่ละคน ทำให้ผลการเรียนรู้มีความน่าเชื่อถือ และมีความเหมาะสมและท้าทายผู้เรียนแต่ละคนทั้งหมดก็เพื่อช่วยให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในบทเรียนและผู้เรียนทุกคนมีความก้าวหน้า  

อ้างอิง
พิจิตรา ธงพานิช (ทีสุกะ).  (2557). การพัฒนาหลักสูตร ทฤษฏี หลักการ แนวคิด ทิศทาง แนวโน้ม
                   (พิมพ์ครั้งที่ 4)นครพนม : มหาวิทยาลัยนครพนม.
วิจารณ์ พานิช. (2555). วิถีสร้างการเรียนรู้เพื่อศิษย์ในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์.
สุเทพ  อ่วมเจริญ.  (2557). การพัฒนาหลักสูตร : ทฤษฎีและการปฏิบัติ (พิมพ์ครั้งที่ 6)นครปฐม :มหาวิทยาลัยศิลปากร.
ภัทราวดี ทองแท้. (2556). สรุปองค์ความรู้เรื่องการพัฒนาหลักสูตรเข้าถึงเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2557. เข้าถึงได้จาก http://pattarawadeemaii.blogspot.com/
กีรติ  สุขเกษม(2556). การออกแบบหลักสูตร (Curriculum Design). เข้าถึงเมื่อวันที่ 23 กันยายน2557. เข้าถึงได้จาก  http://curriculum-by-keerati.blogspot.com/2013/03/curriculum-design_7962.html#!/2013/03/curriculum-design_7962.html

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น